ทลายเครือข่ายนอมินี เฟส 4 บุก 41 จุดในชลบุรี ยึดหลักฐานถือครองที่ดินแทนต่างชาติ มูลค่าความเสียหาย 235 ล้านบาท

ทลายเครือข่ายนอมินี

ทลายเครือข่ายนอมินี บุก 41 จุดชลบุรี จับผู้ต้องหา 4 ราย ตรวจสอบบริษัทถือครองที่ดินแทนชาวต่างชาติ

เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่ภายใต้แผน Operation ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 4 เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายรวม 41 จุด ในจังหวัดชลบุรี หลังสืบสวนพบการจัดตั้งบริษัทเพื่อถือครองที่ดินแทนบุคคลต่างชาติ โดยมีมูลค่าความเสียหายที่ตรวจพบกว่า 235 ล้านบาท

ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดจากการบูรณาการกำลังของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำรวจภูธรภาค 2 ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังขยายผลจากคดีนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ต่างชาติที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้

จากการตรวจสอบพบว่า ในจังหวัดชลบุรีมีนิติบุคคลจำนวนมากที่มีผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติ และยังพบหลายบริษัทมีลักษณะเข้าข่ายใช้บุคคลสัญชาติไทยเป็น “นอมินี” เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมายเกี่ยวกับการถือครองที่ดินและการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

เจ้าหน้าที่ยังพบผู้ทำบัญชีชาวไทยบางรายเข้าไปถือหุ้นในบริษัทจำนวนมาก ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการถือครองอสังหาริมทรัพย์หลายโครงการในพื้นที่ โดยเฉพาะบ้านพักในโครงการขนาดใหญ่ที่ถูกนำไปจำหน่ายและปล่อยเช่าให้ชาวต่างชาติ

ผลการสืบสวนยังพบกลุ่มชาวรัสเซียใช้เว็บไซต์ในประเทศของตนเองประกาศขายและปล่อยเช่าบ้านในจังหวัดชลบุรี พร้อมระบุพื้นที่ดังกล่าวเป็นชุมชนของชาวรัสเซีย ก่อนพบว่ามีการจัดตั้งบริษัทหลายร้อยแห่งเพื่อถือครองบ้านพักแทนบุคคลต่างชาติ มูลค่าทรัพย์สินรวมหลายพันล้านบาท

จากการตรวจสอบเชิงลึก มีบริษัทจำนวน 33 แห่งที่เข้าข่ายกระทำผิดเกี่ยวกับการใช้นอมินีและการถือครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย พนักงานสอบสวนจึงขอศาลออกหมายค้น 41 จุด และหมายจับผู้ต้องหาชาวรัสเซีย 4 ราย ซึ่งสามารถจับกุมได้ทั้งหมด

ระหว่างการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตรวจยึดเอกสารการจดทะเบียนบริษัท เอกสารบัญชี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ รวมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก เพื่อนำไปตรวจสอบเส้นทางการเงินและขยายผลไปยังเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่าจะเดินหน้าปราบปรามการใช้นอมินีเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการถือครองที่ดินและการประกอบธุรกิจที่สงวนไว้สำหรับคนไทย พร้อมขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแสผ่านสถานีตำรวจทั่วประเทศหรือสายด่วน 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อร่วมกันปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและสร้างความโปร่งใสในการบังคับใช้กฎหมาย