
ระวัง! “ภาวะสมองเสื่อม” ไม่ใช่แค่หลงลืม แต่กระทบทั้งชีวิตและครอบครัว ชะลอสมองเสื่อม
ในงาน “Thailand Healthcare 2026 : Longevity อยู่ดี แฮปปี้นาน” มหกรรมสุขภาพอันดับ 1 ของประเทศ นพ.วิทูร วิโรจน์สกุลชัย แพทย์ผู้ชำนาญการด้าน Regenerative Medicine โรงพยาบาลสหวิทยาการมะลิ ได้ขึ้นเวที Health Talk ให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพสมอง โดยเน้นย้ำว่า ภาวะสมองเสื่อม ถือเป็นปัญหาสุขภาพระดับชาติในยุคสังคมสูงวัย ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งต่อตัวผู้ป่วย ครอบครัว และเศรษฐกิจของประเทศ
ภาวะสมองเสื่อมไม่ได้หมายถึงเพียงอาการ “หลงลืม” เท่านั้น แต่คือการที่สมองสูญเสียความสามารถใน 6 ด้านสำคัญ ได้แก่:
- การบริหารจัดการตนเอง
- การใช้ภาษาและการสื่อสาร
- ความจำและการเรียนรู้
- การใช้ร่างกายหรือการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ
- สมาธิและการจดจ่อ
- การอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม
หากสมองเสื่อมลง ผู้ป่วยจะไม่สามารถจัดการชีวิตประจำวันได้ จำคนใกล้ชิดไม่ได้ สื่อสารไม่ได้ หรืออาจมีพฤติกรรมก้าวร้าว ซึ่งท้ายที่สุดจะต้องพึ่งพาผู้ดูแลตลอดเวลา ส่งผลให้สมาชิกในครอบครัวต้องเสียโอกาสในการทำงานเพื่อมาดูแลอย่างใกล้ชิด

ปัจจัยเสี่ยงที่เร่งให้สมองเสื่อมก่อนวัย
สาเหตุของภาวะสมองเสื่อมเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งที่ควบคุมไม่ได้และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ได้แก่:
- โรคและพันธุกรรม: โรคหลอดเลือดสมอง, การติดเชื้อ/อักเสบในสมอง, ประวัติอุบัติเหตุทางศีรษะ และความเสื่อมตามวัย
- โรคเรื้อรัง (NCDs): เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ภาวะหลอดเลือดตีบ และภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง
- พฤติกรรมเสี่ยง: ความเครียดสะสม, พักผ่อนไม่เพียงพอ และการขาดการออกกำลังกาย

ทำไมต้องเริ่มดูแลสมองตั้งแต่อายุ 40 ปี?
นพ.วิทูร อธิบายข้อมูลทางการแพทย์ที่น่าสนใจว่า “กระบวนการเสื่อมของสมองอาจเริ่มต้นขึ้นก่อนแสดงอาการถึง 20 ปี”
ดังนั้น การรอจนอายุมากแล้วเริ่มมีอาการหลงลืมจึงค่อยหันมาดูแล อาจเป็นจุดที่ “สายเกินไป” เพราะเมื่อเซลล์สมองเสื่อมไปแล้ว การรักษาในปัจจุบันทำได้ค่อนข้างจำกัด แพทย์จึงแนะนำให้ประชาชน เริ่มดูแลสุขภาพสมองตั้งแต่อายุ 40 ปี โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือมีประวัติครอบครัวป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม ควรเข้ารับการตรวจประเมินความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่นๆ

เปิดสูตร “ชะลอสมองเสื่อม” ด้วยหลัก 4 อ.
แนวทางที่ดีที่สุดในการรับมือกับโรคนี้คือ “การป้องกัน” ซึ่งทุกคนสามารถเริ่มต้นทำได้ทันทีด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตาม หลัก 4 อ. ดังนี้:
- อ. ที่ 1 – อาหาร: รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อบำรุงสมองและครบถ้วนตามหลักโภชนาการ
- อ. ที่ 2 – อารมณ์: บริหารจัดการความเครียด ดูแลสุขภาพจิตให้ผ่องใส และที่สำคัญคือต้อง “นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ”
- อ. ที่ 3 – ออกกำลังกาย: หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดี นำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงสมองได้อย่างเต็มที่
- อ. ที่ 4 – อนามัย: ดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลเพื่อป้องกันการติดเชื้อ และควบคุมโรคเรื้อรังต่างๆ ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเสมอ
ข้อแนะนำเพิ่มเติมเพื่อความแข็งแรงของสมอง
- ทำกิจกรรมฝึกสมอง (Brain Workout): กระตุ้นสมองอย่างต่อเนื่องด้วยการอ่านหนังสือ, เล่นดนตรี, ร้องเพลง, เล่นเกมฝึกสมอง หรือการออกไปทำกิจกรรมทางสังคม
- ระวังการหกล้ม: ผู้สูงอายุต้องระมัดระวังอุบัติเหตุจากการหกล้ม เพราะการกระแทกที่ศีรษะจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมอย่างมาก
แวะเช็กสุขภาพได้ที่งาน Thailand Healthcare 2026 สำหรับผู้ที่สนใจอัปเดตเทรนด์สุขภาพและตรวจเช็กความพร้อมของร่างกาย สามารถเข้าร่วมงาน “Thailand Healthcare 2026 : Longevity อยู่ดี แฮปปี้นาน” ได้ฟรี! งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-28 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00-19.00 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ชั้น 5 (เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า MRT สถานีสามย่าน ทางออก 2)