
หากดีลล่มพร้อมใช้มาตรการรุนแรง สงครามอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศมหาอำนาจในตะวันออกกลางกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หลังผู้นำสหรัฐฯ ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่า อาจไม่ขยายระยะเวลาการหยุดยิง หากการเจรจารอบล่าสุดไม่สามารถหาข้อสรุปได้ภายในเวลาที่กำหนด
คำกล่าวนี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณกดดันโดยตรงไปยังอีกฝ่าย เพราะการ “ไม่ต่อเวลา” หมายถึงโอกาสที่สถานการณ์จะกลับไปสู่การใช้กำลังอีกครั้งมีสูงขึ้นทันที

ผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยระหว่างให้สัมภาษณ์ว่า หากการเจรจาล้มเหลว อาจต้องกลับมาใช้มาตรการที่เข้มข้นมากขึ้น ตั้งแต่การปิดล้อมไปจนถึงการโจมตีทางทหาร ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทางเลือกด้านการทหารยังคงอยู่บนโต๊ะเสมอ
ในช่วงที่ผ่านมา การหยุดยิงที่เกิดขึ้นเป็นเพียงข้อตกลงชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยและหาทางออก โดยมีรายงานว่าการเจรจารอบใหม่อาจเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งอาจเป็นโอกาสสำคัญในการลดความตึงเครียด
อีกประเด็นที่ถูกย้ำอย่างชัดเจนคือ เรื่องของเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญระดับโลก ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าจะไม่ยอมให้มีการเรียกเก็บค่าผ่านทางในเส้นทางดังกล่าว และหากพบว่ามีการดำเนินการในลักษณะนี้ อาจมีมาตรการตอบโต้ทันที
ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่ามีความพยายามใช้เส้นทางดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการต่อรอง ซึ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดมากขึ้น เพราะเส้นทางนี้มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลกอย่างมาก
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเกี่ยวกับวัตถุพลังงานระดับสูงที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของการเจรจา โดยฝ่ายสหรัฐฯ ระบุว่าจำเป็นต้องเข้าควบคุมไม่ว่าจะด้วยวิธีใด หากมีการตกลงกันได้ จะดำเนินการร่วมกัน แต่ถ้าไม่สำเร็จ อาจใช้วิธีที่แข็งกร้าวแทน
ภาพรวมของสถานการณ์ในตอนนี้จึงถือว่าอยู่ในจุดที่ “เปราะบางมาก” เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับผลของการเจรจาเพียงไม่กี่ครั้ง
หากสามารถหาข้อสรุปได้ ความตึงเครียดจะลดลงทันที และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลก
แต่หากล้มเหลว โอกาสที่จะกลับไปสู่การปะทะจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งด้านพลังงาน การค้า และความมั่นคงระหว่างประเทศ