
“บุ๋ม ปนัดดา” แอบเซ็ง โดนด่าหิวแสง เคลียร์ชัดปมเตรียมรับยศ “ว่าที่พันโทหญิง”
ขยับตัวทำอะไรก็มักจะถูกจับตามองและกลายเป็นประเด็นดราม่าอยู่เสมอ สำหรับตัวแม่แห่งวงการบันเทิงและนางฟ้ากู้ภัยอย่าง “ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ล่าสุดเจ้าตัวได้มาเปิดใจผ่านรายการ “คุยแซ่บโชว์” ทางช่องวัน 31 ถึงหลากหลายประเด็นร้อนที่ถาโถมเข้ามา ทั้งเรื่องการโดนแซะว่าหิวแสง รวมถึงประเด็นดราม่าใหญ่ที่เตรียมเข้ารับยศของกระทรวงกลาโหม

ตัดพ้อ! ทำไมมีแค่ “บุ๋ม ปนัดดา” ที่โดนด่าว่าหิวแสง?
เมื่อถูกถามถึงประเด็นที่มักจะถูกนำคำพูดไปขยายความจนเกิดดราม่าและโดนชาวเน็ตด่าว่า “หิวแสง” บุ๋ม เผยความรู้สึกว่า บางครั้งก็แอบเซ็ง เพราะตนก็จัดรายการและอ่านข่าวเหมือนพิธีกรคนอื่นๆ แต่เวลาเป็นข่าว กลับมีแค่ชื่อของตนคนเดียวที่โดนพาดหัว
“บางรายการมีพิธีกร 5 คน แต่บุ๋มโดนคนเดียว ซึ่งถามว่าเราเซ็งไหม มันก็มีบ้าง ทำไมต้องมีชื่อเรา ก็ถามนะว่าทำไมถึงเอาเราไปทำข่าว เค้าก็บอกว่าถ้าเป็นชื่อแม่ เรตติ้งมันจะขึ้น อีนี่ก็โดนอยู่คนเดียว” บุ๋มกล่าว
เคลียร์ชัด! ปมเด็กเส้น เตรียมรับยศ “ว่าที่พันโทหญิง”
สำหรับประเด็นร้อนแรงที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมาก กรณีเตรียมเข้ารับยศ “ว่าที่พันโทหญิง” จากกระทรวงกลาโหม ในฐานะกำลังพลสำรอง จนถูกมองว่าเป็น “เด็กเส้น” หรือเป็นการปูทางเพื่อลงเล่นการเมืองหรือไม่นั้น บุ๋ม ได้ชี้แจงอย่างละเอียดว่า:
- ไม่ใช่คนแรกและไม่ได้ใช้เส้น: โครงการรับบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นกำลังพลสำรองเพื่อช่วยงานทางทหาร มีมาตั้งแต่ปี 2566 ไม่ใช่เพิ่งมี และตนก็ไม่ใช่คนแรกที่ได้ แต่เป็นคนที่ “โดนด่าคนแรก”
- สมัครตามขั้นตอน: ตนไปสมัครในตำแหน่ง “ประชาสัมพันธ์” เพราะมีประสบการณ์ด้านสื่อมานาน ซึ่งต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและประสบการณ์อย่างละเอียด ไม่ใช่ว่าใครสมัครก็จะได้
- ต้องฝึกและไม่มีเงินเดือน: การติดยศต้องค่อยๆ ขยับขึ้นตามขั้นตอน ต้องเข้ารับการฝึกอบรม ฝึกภาคสนาม และทำตามระเบียบอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญคือ เป็นตำแหน่งที่ไม่ได้เงินเดือน มีเพียงสวัสดิการบ้างเล็กน้อยเท่านั้น
- ไม่คิดลงเล่นการเมือง: ยืนยันว่ายังนึกภาพตัวเองในการเมืองไม่ออก ขอเป็นกู้ภัยสายเลือดแท้ที่พร้อมช่วยเหลือทุกคนโดยไม่แบ่งสีดีกว่า เพราะหากต้องไปอยู่ในจุดที่เห็นคนโกงกินแล้วต้องหลับตาข้างหนึ่ง ตนทำไม่ได้แน่นอน

ยกทรัพย์สินกว่า 30 ล้าน ให้ “องค์กรทำดี” เป็นสมบัติชาติ
นอกจากนี้ บุ๋ม ยังได้อัปเดตเรื่องน่ายินดี ว่าตนได้เซ็นมอบทรัพย์สิน ทั้งที่ดิน อาคาร และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท ให้เป็นของ “มูลนิธิองค์กรทำดี” อย่างเป็นทางการ เพื่อให้เป็นสมบัติของประชาชนและประเทศชาติต่อไป โดยได้เตรียมแบ่งสัดส่วนทรัพย์สินส่วนตัวสำหรับดูแลลูกๆ ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถือเป็นการตอกย้ำเจตนารมณ์ในการทำงานเพื่อสังคมอย่างแท้จริง